14:39 มาร์ติน เบงท์สสัน : ความฝันดับกับอินเตอร์

ตั้งแต่จำความได้ มาร์ติน เบงท์สสัน ต้องการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และเขาเคยย้ายไปสังกัดกับอินเตอร์ มิลาน ซึ่งน่าจะเป็นความฝันที่แท้จริง แต่เขาประสบกับอาการซึมเศร้า พยายามคร่าชีวิตของตัวเอง และตอนอายุ 19 ปี เขาตัดสินใจอำลาวงการฟุตบอลไป เบงท์สสันอายุ 36 ปีแล้วในตอนนี้ หากย้อนอดีตไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน การจับบอลแรกของเขาไหลลื่นไม่มีที่ติจนทำให้คู่แข่งคิดว่าตัวเขากับลูกฟุตบอลไม่มีทางแยกจากกันได้ ไม่นานนักหลังฉายแววในบ้านเกิด อดีตมิดฟิลด์พรสวรรค์ก็ย้ายมาอยู่กับทีมเยาวชนของ “เนรัซซูรี่” ซึ่งที่นี่เองทุกอย่างผิดพลาดไปเสียหมด เขาเดินทางมาเมืองมิลานในฐานะหนึ่งในนักเตะที่มีพรสวรรค์มากที่สุดของสวีเดน แต่กลับต้องเก็บของกลับไปในเวลาไม่ถึงปีเพราะโรคซึมเศร้า รวมถึงสาเหตุอื่นๆด้วย “ผมมีความฝันตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ว่าอยากลงสนามที่ซาน ซิโร่” อดีตแข้งชาวสวีดิช ย้อนความ “ผมตั้งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวว่านี่คือเป้าหมายของผม” “ผมมีโปรแกรมของตัวเอง ผมฝึกซ้อมวันละหลายชั่วโมงเพื่อประสบความสำเร็จ ตอนที่ผมไปที่นั่น ผมก็ใกล้จะไปถึงเป้าหมายนี้แล้ว” “แต่ตอนที่ผมไปถึง สิ่งที่เกิดขึ้นคือภาพลวงตาที่ผมเห็นตั้งแต่เด็กที่ทำให้ผมสนุกสนานเป็นอย่างมาก เมื่อผมเห็นว่ามันคืออะไร เวทย์มนต์ก็หายไป” “ความสนุกในการเล่นฟุตบอลคือพยายามไปให้ถึงอิตาลี ส่วนที่น่าเศร้าคือผมเกือบทำได้แล้ว แต่สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่” เรื่องราวไม่ธรรมดาของวันเดอร์คิดสวีดิช ที่เดินออกจากวงการเนื่องจากปัญหาสุขภาพของตัวเองผ่านไปเกือบ 2 ทศวรรษแล้ว ตอนนี้ มันกลายมาเป็นภาพยนต์ Tigers ถูกนำมาฉายในเทศกาลภาพยนต์ต่างๆ และทีมชาติสวีเดน ได้รับชมเรื่องราวดังกล่าวด้วย ขอบคุณจริงๆ เบงท์สสัน ที่ยังมีชีวิตรอดมาให้ทุกคนได้รับชมเรื่องราวเหล่านี้ หากมีโอกาสเข้ารับชมภาพยนต์เรื่องนี้ในกรุงโรม คนที่เข้าชมได้เห็นจุดต่ำสุดในชีวิตแสนดราม่าของเขาเพื่อเรียนรู้และศึกษา แต่มันยังสร้างความบันเทิงเริงใจให้กับคนอื่นได้หรือเปล่า? “มันหนังอารมณ์ล้วนๆเลยนะอารมณ์มาเต็มเลยแหล่ะ” “สำหรับผมแล้ว สิ่งดีคือการได้ยินได้ฟังจากนักฟุตบอลคนอื่นที่เข้าถึงและรู้สึกว่าภาพยนต์เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประสบการณ์และความรู้สึกที่บางทีอาจไม่ได้เหมือนอย่างตัวผมเอง แต่มีความใกล้เคียง พวกเขารู้สึกถูก “ขัง” อยู่ใน “ความฝัน” เหล่านี้ เบงท์สสัน เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองใช้ชื่อว่า “In the Shadow of San Siro” ซึ่งสะท้อนประสบการณ์ของตัวเองสมัยย้ายไปอยู่กับยอดทีมแห่งเซเรีย อา ก่อนถูกนำมาแปลงเป็นภาพยนต์ในเวลาต่อมา หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า Tigers เพราะคำอุปมาภายในตัวหนัง ตัวละคนหนึ่งบ่งบอกถึงเสือในสวนสัตว์ “แค่จินตนาการ” เธอกล่าว “พวกเขาขังมันเอาไว้นานกว่า 20 ปี ตัดสินใจว่าควรทำอะไร ควรกินอะไร ขายบัตรให้คนเข้ามารับชมตลอดทั้งวัน” ภาพยนต์เรื่องนี้มี รอนนี่ ซานดาห์ล เพื่อนของเบงท์สสัน เป็นผู้กำกับ “เขาสร้างสภาพแวดล้อมขึ้นมาใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างนักฟุตบอล ความรู้สึกที่หายไป การติดอยู่ในบ่วง ไม่รู้ว่าทางไหนคือทางออก” ซานดาห์ล และเบงท์สสัน พบกันตอนออนทัวร์หนังสือเมื่อปี 2011 ก่อนออกไปดื่มกินจนเมาแล้วสัญญากันว่าจะนำเรื่องราวของอดีตนักเตะรายนี้ไปฉายบนจอเงิน จนเป็นจุดเริ่มมาถึงตอนนี้ ความแตกต่างที่สำคัญของเบงท์สสัน และเรื่องราวของเขานั้น นี่ไม่ใช่นิยายของชายหนุ่มที่ไม่ได้มีความต้องการเพียงพอ แต่มันกลับตรงกันข้าม จริงๆแล้ว “ผมต้องการมันมากเหลือเกิน สำหรับผมแล้ว มันคือชีวิตและความตายจริงๆ” ต้องปลีกตัวออกมาคนเดียวเพราะไม่สามารถพูดภาษาอิตาเลี่ยนได้ เขาไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับแดนรองเท้าบู๊ตได้ และรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้เดินหน้าต่อไป เขาถูกย้ำเตือนให้รู้ว่านี่คือโอกาสครั้งเดียวในชีวิต ถูกเรียกร้องไม่ให้โยนโอกาสนี้ทิ้งไป แถมยังโดนข่มขู่อีกว่าจะมีคนอื่นเข้ามาแทนที่ นับตั้งแต่เริ่มแรก ความจริงของชีวิตในสโมสรระดับท็อปของอิตาลีนั้น ไม่เหมือนกับที่เขาได้รับทราบ คำมั่นสัญญาว่าจะมีห้องพักของตัวเองที่ถูกเขียนลงในสัญญา แต่ที่จริงแล้วเขาต้องอาศัยอยู่ภายในบ้านพร้อมกับเด็กหนุ่มมากมายที่มีความหวัง คราวหนึ่งเพื่อนคนอื่นโดนจับได้ว่าเสพกัญชา บ้านหลังนี้ก็ถูกล็อคดาวน์ “นั่นคือช่วงเวลาที่ยากลำบากมากที่สุด ไม่มีอิสระในการออกไปร้านอาหาร มีความรู้สึกเหมือนว่าคุณเป็นเพียงแค่ใครบางคนที่พักอาศัยในบ้านหลังนี้ มันหนักมากนะ” “(การไม่ได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของอินเตอร์) โดยทันทีมันน่าอับอายมากนะ หากคุณพยายามกับตัวเองมากเกินไป คุณก็จะเข้าไปอยู่ในหลุม แล้วก็เริ่มเล่นห่วยๆ” “ตอนนั้นผมรู้สึกอับอายที่ไม่แข็งแกร่งพอที่จะไปต่อ ผมไม่อยากแสดงให้เห็นว่าผมอ่อนแอ ผมไม่อยากพูดว่าผมไม่สามารถเดินต่อไปได้ ผมอยากตายมากกว่า” “สำคัญมากที่เราต้องมาคุยกันถึงอารมณ์ของตัวเอง เรามีสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาวได้แสดงตัวตนออกมา หากคุณเอาแต่รูดซิบปาก ไม่ยอมรับมือกับมัน มันจะกลายเป็นความรุนแรงต่อคนอื่น หรือไม่ก็เป็นความรุนแรงต่อตัวเอง” เรื่องราวของเขาสอนบทเรียนอะไรให้บ้าง? บางทีภาระหน้าที่เหล่านี้ไม่ใช่ของบรรดานักฟุตบอล “ผมโดนยิงคำถามมากมาย ถามผมว่าจะให้คำแนะนำต่อนักเตะหนุ่มในยุคปัจจุบันอย่างไรบ้าง เหมือนดั่งว่าแต่ละคนนั้นควรทำอะไร แต่เป็นสโมสร และองค์กรฟุตบอลที่จำเป็นต้องโฟกัสไปยังสภาพจิตใจของนักเตะ” “คุณไม่สามารถปลุกใจให้นักฟุตบอลอยู่ในบับเบิลฟุตบอลเท่านั้น มันมีชีวิตจริงร่วมด้วย คุณจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องนี้ แม้ว่าคุณเป็นนักฟุตบอลที่มีรายได้มหาศาล คุณก็จำเป็นต้องเติบโตในฐานะคนๆหนึ่ง ผมคิดว่านี่คือหน้าที่ความรับผิดชอบของสโมสรต่างๆ ที่จะต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้” “ทัศนคติแบบนี้มีมานานแล้ว ใครกันที่จะลุกขึ้นมาตอบรับความท้าทาย? นักเตะคนไหนที่แข็งแกร่งพอ? ปัญหาคือมันไม่จำเป็นต้องเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดที่ก้าวออกมา เพราะมีนักเตะชั้นยอดมากมายที่อาจมีอารมณ์อ่อนไหวมากกว่า” “ความคิดล้าสมัยว่าผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ไม่ได้ทำให้ฟอร์มการเล่นดีที่สุดออกมา หากนักเตะสักคนรู้สึกดีกับตัวเอง มีสภาพแวดล้อมที่มั่นคง เขาก็จะเป็นนักเตะที่เก่งขึ้นในทุกๆวัน” “ผมเชื่อจริงๆนะว่า เมื่อคุณพิจารณาถึงเรื่องสภาพจิตใจ มันก็จะมีอีกระดับให้ก้าวไป มีหมอมากมายที่ดูแลกระดูกทุกชิ้นในร่างกาย แต่มีหมอน้อยๆมากๆ ที่ดูแลเรื่องจิตใจและวิญญาณ มันแปลกมากๆ หากพิจารณาว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ” สิ่งที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ลงรายละเอียดคือเกิดอะไรขึ้นกับ เบงท์สสัน หลังย้ายออกจากอินเตอร์ เขาเป็นเกียงแค่เด็กวัยรุ่น คนที่มีความสามารถซึ่งการผจญภัยในวงการฟุตบอลยังไม่จบ “ผมมีสภาพร่างกายที่จำเป็นต่อการลงสนาม แต่มันเหมือนกับว่าผมเป็นไอ้ขี้ยาที่ไม่สามารถไปต่อไได้อีกแล้ว” เขากลับไปเล่นในลีกล่างของสวีเดน เขาเริ่มเล่นได้ดีเสียด้วย “6 เดือนที่อยู่กับออเรโบร ผมเล่นได้ดีหลายเกม หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นลงข่าวว่า “เบงท์สสันกลับมาแล้ว” ดูเหมือนว่านี่คือเส้นทางก้าวต่อไปของผม “เขาเติบโตพอที่จะเข้าใจแล้วว่าเส้นทางของตัวเองไปทางไหน” “นั่นคือช่วงเวลาที่ผมคิดว่า ไม่นะ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ตัวผมต้องการอีกต่อไปแล้ว” จากนั้น เขาก็เข้าสู่วงการนักข่าวช่วงสั้นๆ เป็นช่วงที่ทำให้เขารักการขีดเขียนสิ่งที่คิดลงไป “มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่ผมซึมเศร้ากับอินเตอร์ เพราะมันกลายเป็นวิธีที่ผมรับมือกับมัน การเขียนคือการส่งผ่านอารมณ์ของตัวเองตอนที่ติดกับอยู่บนโลกใบนี้” ตอนย้ายไปเบอร์ลิน เขาข้องเกี่ยวกับวงการเพลงนิดหน่อย ตอนนี้เขาทำงานเป็นนักเขียนบทที่บ้านเกิดในสวีเดน “ผมชอบมันนะ ผมได้ค้นพบบางอย่างที่เหมาะสมกับตัวเองมากๆ ตอนนี้มันมีความกดดันอีกแบบคือเดตไลน์” “ผมหวังจริงๆนะว่าหนังเรื่องนี้จะสร้างประเด็นถกเถียงในอคาเดมี่ต่างๆ โค้ชจำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาที่มาพร้อมความกดดันของเงินก้อนโต หรือการเป็นคนมีเงินมากมาย และลงสนามต่อหน้าคนจำนวนมาก” “ผมมีเงื่อนไขในสัญญาที่ระบุว่า ผมควรจะไปโรงเรียน เรียนภาษาอิตาเลี่ยน แต่มันไม่เกิดขึ้น ภาษาคือส่วนสำคัญมากที่จะทำให้คุณปรับตัว เมื่อไม่มีภาษา ผมก็หายสาบสูญ อยู่ตัวคนเดียว มีหลายต่อหลายหนที่ผมรู้สึกว่าโดนตัดออกมา” “ทุกวันนี้ผมไม่ได้เซ็งมากมายกับการที่ผู้คนไม่ได้มองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมที่อินเตอร์ แต่มันมีสถานการณ์มากมายที่เกิดขึ้นที่อินเตอร์และผมยังรู้สึกโมโหอยู่” “ผมเริ่มต้นเขียนเพื่อที่จะรับมือกับอาการซึมเศร้า มีสุขภาพจิตที่ดี มีหนทางให้ระบาย แต่พวกเขาโยนเอกสารของผมทิ้งแล้วบอกว่าคนในวงการฟุตบอลไม่ควรมาเขียน มันไม่ถูกต้อง” “ผมเริ่มเก็บงำอารมณ์ของตัวเองเก่งขึ้น นี่คือปัญหาสำคัญของสุภาพบุรุษที่หนังให้ความสำคัญ ปิดบังความรู้สึกของตัวเองหากคุณอยากเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มก้อน” ทางด้าน ซานดาห์ล กล่าวถึงภาพยนต์เรื่องนี้ว่า “ในวงการฟุตบอลมันมีบุคลิกที่สุดโต่งมากมาย เพราะมันทำให้คุณต้องอุทิศทุกสิ่งทุกอย่าง ผมสงสัยนะว่าเราเสียเด็กที่เฉลียวฉลาดที่สุด นักเตะที่สร้างสรรค์ และอ่อนไหวง่ายไปเท่าไหร่” “ผมอยากให้โลกได้ค้นพบแง่มุมของมาร์ติน ดังนั้นภาพยนต์เรื่องนี้มันคือเรื่องของเด็กวัย 16 ปี ที่มีจูบครั้งแรก, มีแฟนสาวคนแรก, มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก, มีประสบการณ์เมาหัวราน้ำหนแรก และซื้อรถของตัวเองครั้งแรก” “นี่ไม่ใช่หนังที่เกี่ยวกับการชนะหรือแพ้เกมการแข่งขัน มันเกี่ยวกับการเอาชนะและแพ้ในชีวิตจริง มาร์ตินชนะ มันคือเรื่องราวที่ประสบความสำเร็จ” เว็ปคาสิโนออนไลน์